วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อาหารที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรเลือกรับประทาน

เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งแพทย์จะให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับแนวทางในการรักษา รวมไปถึงการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเพื่อให้การรักษาเป็นไปได้ดีและสอดคล้องกัน ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อการบริโภคของผู้ป่วยด้วย โดยเฉพาะในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งอาหารที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งควรรับประทานจะมีดังนี้





1. เลือกรับประทานอาหารให้ครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายสามารถได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนในแต่ละวัน เพราะร่างกายต้องนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย

2. ผู้ป่วยมักมีอาการท้องผูกจึงควรเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง เพื่อช่วยในเรื่องของการขับถ่าย สำหรับผักและผลไม้ที่ควรเลือกรับประทานเช่น กะหล่ำปลี คะน้า กวางตุ้ง บร็อคโคลี่ ผักบุ้ง ถั่วฟักยาว เป็นต้น สำหรับผลไม้ก็อย่างเช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล มะละกอ สับปะรด แก้วมังกร เป็นต้น

3. ควรหันมาบริโภคอาหารประเภทธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ลูกเดือย ถั่วต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้จะมีกากใยสูง มีไขมันต่ำ และอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่มีประโยชน์หลายอย่างต่อร่างกาย นอกจากจะช่วยในเรื่องการบำรุงร่างกายได้แล้ว ยังมีส่วนในการช่วยควบคุมน้ำหนัก และทำให้ผู้ป่วยขับถ่ายได้เป็นปกติอีกด้วย



4. ดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอหรืออย่างน้อยควรดื่มให้ได้วันละ 7-8 แก้ว เพราะน้ำมีส่วนในการช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดในร่างกายเป็นปกติ และช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องทำการฉายแสง และให้คีโม อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเกิดขึ้นและรับประทานอาหารได้ลำบาก การดื่มน้ำจะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เหล่านี้ให้ดีขึ้น

5. ในช่วงนี้ให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้งยาง ปลาเค็ม เนื้อเค็ม และอาหารหมักดอง เพราะอาหารต่างๆ เหล่านี้มีสารก่อมะเร็ง รวมไปถึงอาหารที่ไม่สุกดีพอ พวกเนื้อย่างสุกๆ ดิบๆ ก็ไม่ควรรับประทานเช่นเดียวกัน แต่ให้หันมารับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ  สะอาดและมีประโยชน์ต่อร่างกาย



6. ถ้าต้องการดื่มนมให้เลือกดื่มนมแบบพร่องมันเนย มีไขมันและน้ำตาลต่ำ จะดีและมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่านมปรุงแต่งที่มีรสชาติหวาน

7. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด รวมไปถึงผู้ที่สูบบุหรี่ก็ควรเลิกสูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน เพราะทั้งแอลกอฮอล์และบุหรี่มีสารก่อมะเร็งด้วยกันทั้งนั้น และยังมีส่วนทำให้สุขภาพของผู้ป่วยแย่ลงไปกว่าเดิมได้อีกด้วย

เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะมีส่วนในการช่วยให้อาการของโรคมะเร็งดีขึ้น ถ้าการรักษาได้ผลดีคุณก็มีโอกาสที่จะหายจากโรคมะเร็งได้ในเวลาไม่นาน 


วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

โรคเบาหวาน

 โรคเบาหวาน 




ตามสถิติของ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) ประมาณการจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในปี 2556 ทั่วโลกมีจำนวนประมาณ 371 ล้านคน ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขประมาณการว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานในประเทศไทยประมาณ 3.5 ล้านคน ถ้าดูจากของกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2555 มีผู้ป่วยในความดูแลของเขตบริการสาธารณสุขทั่วประเทศจำนวน 674,826 คน เปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยเมื่อปี พ.ศ.2550 ที่มีจำนวน 500,347 คน จะเห็นได้ว่ามีผู้ป่วยเบาหวานเข้ามารับการรักษาจากเขตบริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยถึง 1 ใน 3 ที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการรักษาของเขตบริการสาธารณสุข เนื่องจากผู้ป่วยยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่มีเวลาในการดูเลรักษาตัวเอง


    ระบบการทำงานของร่างกายโดยทั่วไป เมื่อคนเราบริโภคอาหารต่างๆ แล้ว ร่างกายจะแยกสารอาหารส่วนที่เป็นคาโบไฮเดรตไปเข้าสู่กระบวนการแปลงเป็นน้ำตาลกลูโคสและลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยทางกระแสเลือด เซลล์ในร่างกายจะรับน้ำตาลเข้ามาเพื่อใช้เป็นพลังงานได้โดยมีตัวนำที่สำคัญคืออินซูลิน อินซูลินนั้นเป็นสารสงเคราะห์ที่ได้มาจากการทำงานของเบตาเซลล์ในตับอ่อน เมื่ออินซูลินในร่างกายมีปริมาณไม่เพียงพอหรือไม่สามารถสงเคราะห์น้ำตาลกลูโคสหรือทำงานบกพร่องโดยสาเหตุใดๆ ก็ตาม ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคลส ไปให้เซลล์ใช้เป็นพลังงานได้เต็มที่ ส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคสตกค้างอยู่ในกระแสเลือด นานๆ เข้าร่างกายก็จะเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นมาได้ โดยเฉพาะกับอวัยวะที่สำคัญคือ ไต ตาและระบบประสาท ตามธรรมชาติร่างกายจะกำจัดสารที่เกินความจำเป็นต่อร่างกายออกไป ในกรณีนี้คือน้ำตาลกลูโคส ก็จะถูกระบายออกทางปัสสาวะ เป็นอาการของโรคเบาหวานที่สังเกตได้อย่างหนึ่ง  ดังนั้น โรคเบาหวานก็คือภาวะของร่างกายที่มีอินซูลินไม่เพียงพอหรือมีอินซูลินบกพร่องนั่นเอง



โรคเบาหวาน จำแนกได้ 3 ชนิดคือ


    -  เบาหวานประเภท 1 เกิดจากความบกพร่องของเบตาเซลล์ในตับอ่อนทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กหรือคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี คนป่วยมักมีรูปร่างผอม มีอาการหมดสติเนื่องจากขาดอินซูลิน ในประเทศไทยมีคนป่วยประเภทนี้ไม่ถึง 5%

    - เบาหวานประเภท 2 เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน หรือมีการหลั่งอินซูลินน้อย เป็นประเภทที่มีมากที่สุด คนป่วยมักจะเป็นคนที่มีรูปร่างอ้วนหรือมีคนในครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว(กรรมพันธุ์) 

    - เบาหวานประเภท 3 เป็นเบาหวานที่เกิดขณะตั้งครรภ์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งผู้ป่วยอาจจะไม่มีกรรมพันธุ์เกี่ยวกับเบาหวาน และมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานประเภท 2 ได้เมื่อมีอายุมากขึ้น


    ในระดับสากลโรคเบาหวานเป็นโรคที่ถูกยกให้เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนโลกอย่างร้ายแรง มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากและเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งเพราะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก


CELLFOOD อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รักษาแผลเบาหวานได้  http://www.thaimgreen.com




วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งจะมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย แต่สามารถแบ่งออกเป็นสาเหตุทั่วไปได้ 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากสภาพแวดล้อม และปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย แต่ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดมักจะมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยภายใน โดยเราสามารถแจกแจงรายละเอียดทั้ง 2 ปัจจัยได้ดังนี้



1. ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น


- รังสียูวีจากแสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงระหว่าง 10.00 น. ถึง 15.00 น. จะเป็นช่วงที่ในแสงแดดจะมีแสงยูวีมากที่สุด ถ้าเราออกไปตากแดดช่วงนี้เป็นประจำก็มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้
- การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ เป็นประจำก็มีส่วนทำให้มีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกายได้ โดยเฉพาะบุหรี่ถึงแม้เราไม่ได้สูบแต่อยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่ก็มีส่วนทำให้เราอาจจะป่วยเป็นโรคมะเร็งได้
- การอยู่ในที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ เช่น ต้องเจอกับฝุ่นควัน ท่อไอเสียรถยนต์ หรืออยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
- การอยู่ในสถานที่ที่มีแสงสว่างจ้ามากเกินไป หรือการทำงานที่ต้องมองแสงแจ้งๆ เป็นประจำ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเกิดเป็นโรคมะเร็วที่เกิดจากดวงตาได้เช่นกัน

2. ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เช่น


- การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา รวมไปถึงการติดเชื้อพยาธิบางชนิดก็เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คุณเกิดโรคมะเร็งขึ้นได้
- การเกิดการผิดปกติในการแบ่งเนื้อเยื่อหรือเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ที่มีมากเกินความจำเป็นจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งไปในที่สุด
- การได้รับสารปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม และเราได้ทำการบริโภคเป็นประจำ รวมไปถึงการรับประทานอาหารประเภทปิ้งยางก็ล้วนมีสารก่อมะเร็งด้วยกันทั้งนั้น
- เด็กที่มีความพิการมาตั้งแต่เกิด มีผลการวิจัยระบุว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากกว่าเด็กปกติทั่วไป
- ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็ง คุณก็มีแนวโน้มในการป่วยเป็นโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกัน เพราะโรคนี้ก็มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม
- ผู้ที่ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ คุณก็จะมีความเสี่ยงในเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีในตับ ที่สำคัญตับจัดได้ว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนเรา เพราะเป็นส่วนที่ช่วยขจัดของเสียและสารพิษที่ตกค้างออกจากร่างกาย ถ้าตับของเราทำงานได้ไม่ดีแล้วก็จะมีผลทำให้ส่วนอื่นๆ ของร่างกายแย่ลงไปด้วย



สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งดูเหมือนว่าจะมีหลายสาเหตุ ดังนั้นคุณจึงควรหันมาใส่ใจตัวเองเพื่อเป็นช่วยป้องกันให้เราห่างไกลจากโรคมะเร็ง

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

การตรวจค้นหา มะเร็งระยะเริ่มแรก

มะเร็งเป็นโรคที่ทุกๆคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย เด็ก หรือ แก่ ไม่ว่าวัยไหนทุกคนๆก็ไม่อยากแม้แต่จะให้คนในครอบครัวต้องประสบกับโรคนี้ แต่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถห้ามได้และโรคมะเร็งเป็นโรคที่ถือได้ว่าเป็นโรคเงียบอีกโรคนึงก็ได้


เพระในระยะเริ่มแรกนั้นจะไม่แสดงอาการออกมา ส่วนใหญ่มักตรวจพบเมื่อมีอาการในระยะที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งน้อยคนนักจะเจอในระยะแรกเริ่ม ซึ่งการตรวจค้นหามะเร็งนั้นสำหรับผู้ที่ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกๆปีโอกาสเสี่ยงที่จะพบเมื่อเป็นในระยะที่ 2 หรือ 3 แล้วนั้นค่อนข้างน้อยมาก ส่วนมากจะเจอตั้งแต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค หรือ บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ตรวจร่างกายเป็นประจำก็สามารถตรวจหามะเร็งได้หากมีอาการที่สงสัยหรือคิดว่าตัวเองมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็ง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ หรือ เสียชีวิตด้วยโรคนี้หรือไม่ เพราะบางชนิดของมะเร็งก็ส่งผลทางกรรมพันธุ์ด้วย และปัจจัยเสี่ยงในการดำรงชีวิต การใช้ชีวิตในปัจจุบัน เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือ ป่วยด้วยโรคอื่นๆหรือโรคเรื้อรังที่สามารถทำให้เสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งทั้งหมดนี้เราสามารถตรวจหามะเร็งด้วยตัวเองได้บ้างเช่น


ในผู้หญิงสิ่งที่หลายๆคนกลัวคือมะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูก ซึ่งอาการที่สังเกตได้และถือเป็นการตรวจมะเร็งในระยะเริ่มต้นด้วยตัวเองคือ การคลำเต้านมหากพบว่ามีก้อนและเจ็บนั่นคือสัญญาณว่ามีอาการผิดปรกติต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียด และอาการปวดในขณะมีประจำเดือนที่ปวดผิดปรกติหรือหลังหมดประจำเดือนรวมถึงการมีประจำเดือนบ่อยครั้งในรอบ 1 เดือน หรือ มีเลือดประจำเดือนสีคล้ำ เยอะ ส่งกลิ่นที่ผิดปรกติก็ถือเป็นสัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์เช่นกัน ส่วนผู้ชายนั้นส่วนใหญ่มักกลัวมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งอาการที่จะแสดงออกมาคือปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่พุ่งเหมือนปรกติ มีเลือดและอสุจิปนออกมาในปัสสาวะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ชายที่วัยเกิน 50 แต่อายุที่ต่ำกว่านี้ก็มีโอกาสเสี่ยงด้วยเช่นกันเช่นในผู้ชายที่สูบบุหรี่เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีมะเร็งในส่วนอื่นๆที่ควรตรวจและสังเกตจากอาการผิดปรกติด้วยตัวเองเช่น ท้องอืดบ่อยๆ ปวดท้องมากหรือบ่อยผิดปรกติ ซึ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ การดื่มสุราจัดก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ และ การสูบบุหรี่ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด ซึ่งหากไม่อยากเป็นโรคมะเร็งสิ่งที่ต้องทำคือตรวจร่างกายเป็นประจำทุกๆปี เพราะแพทย์จะมีวิธีการตรวจต่างๆตั้งแต่การซักประวัติ การตรวจเลือด การเอ็กซเรย์ การทำสแกน และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดจะสามารถค้นพบมะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นเพื่อให้สามารถรักษาได้ทันท่วงที

จะดีไหมถ้าเรารู้จักการป้องกันมะเร็ง ง่ายๆด้วยการ ทานอาหารเสริม ลดอนุมูลอิสระ ต้นตอการเกิดมะเร็ง ATM CELLFOOD http://www.thaimgreen.com/cellfood/

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ปัญหาสุขภาพเพศชาย ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ปัญหาสุขภาพเพศชาย ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สำหรับเพศชายนั้น เป็นเรื่องใหญ่ของผู้ชายทั่วทั้งโลก ดังนั้นหลายๆคนจึงไม่อยากให้เกิดสภาวะดังกล่าวกับตัวเอง ซึ่งสภาวะดังกล่าวนั้นสามารถเกิดได้จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้


1.มีโรคประจำตัวต่างๆ 

เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไต พิษสุราเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการหมุนเวียนของเลือดที่ส่งไปเลี้ยงอวัยวะเพศชายโดยตรง รวมถึงโรคที่เกิดจากระบบประสาทต่างๆด้วย โรคหัวใจ และ โรคหลอดเลือดก็ถือเป็นปัจจัยด้วยเช่นกัน

2.ปัจจัยภายนอกจากการดำรงชีวิต 

เช่น การสูบุหรี่ การมีน้ำหนักตัวเยอะ หรือ อ้วน การไม่ได้ออกกำลังกาย การใช้ยารักษาโรคบางชนิดเป็นประจำ ความเครียด ปัญหาทางสภาพจิตใจ เช่น ความกังวล โรคซึมเศร้า


3.ความผิดปรกติของฮอร์โมนเพศชาย 

และ การที่มีอายุสูงขึ้น ร่างกายก็จะส่งผลตามสภาพอายุ การเสื่อมถอยของระบบต่างๆ รวมถึงการเกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การดูแลตนเองในเบื้องต้น 

หากไม่อยากให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในเบื้องต้นควรดูแลร่างกายและสุขภาพกายสุขภาพใจด้วยตัวเองก่อน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น งดดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ลดความเครียด และ สร้างสภาวะจิตใจที่ดี ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์เพื่อปรึกษาโรคประจำตัวและยาที่ต้องรับประทานเป็นระยะเวลานานๆ หากไม่มั่นใจว่าร่างกายเกิดสภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ควรไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของยา และ อาการแทรกซ้อนต่างๆ


การรักษา

ทางการแพทย์มีการรักษาหลายวิธีตามอาการและสภาวะของผู้ป่วย เช่น บางคนเกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเพราะสภาพจิตใจแพทย์จะบำบัดโดยการรักษาทางจิตให้ หรือ บางคนอาจต้องใช้ยาแพทย์จะเลือกยาที่เหมาะสม เพราะมีหลายชนิด ทั้ง กิน และ ฉีด หรือ เลือกอุปกรณ์บำบัดเบื้องต้นเพื่อช่วยในการรักษา และยารักษานั้นก็มีหลายกลุ่ม และ ยังส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว แพทย์จึงต้องดูตามความเหมาะสมของร่างกาย อายุ โรคประจำตัว และ ต้องดูด้วยว่ามีผลกับยาที่ทานเป็นประจำหรือไม่ เพราะยาบางชนิดส่งผลโดยตรงกับระบบสมอง ระบบหัวใจ และ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ใจสั่น ดังนั้นการเลือกยาในการรักษาแพทย์จึงพิถีพิถันมากและต้องดูจากอาการของผู้ป่วยเป็นหลักด้วย

ดังนั้นภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม การรักษาโดยแพทย์เป็นการรักษาที่ดีและได้ผลที่สุด และ ไม่ส่งผลต่อโรคประจำตัว หรือ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดหรือการรักษาที่ผิดวิธี เพราะหากไม่พบแพทย์อาการก็จะแย่ลงและอาจกลายเป็นกามตายด้านได้ในที่สุด หรือ รักษาโดยการซื้อยาทานเอง หรือ รักษากับหมอเถื่อน อากาสที่เสียชีวิตหรือเสียอวัยวะเพศไปเลยนั้นมีสูง ดังนั้นอย่าอายที่จะพบแพทย์เพราะภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สามารถรักษาได้แต่ต้องรักษาอย่างถูกวิธี

อาหารเสริม สำหรับท่านชาย DoReMe ฟาโซลา 
www.thaimgreen.com/do-re-me/

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

เซลล์ไขมันสีขาว และ เซลล์ไขมันสีน้ำตาล

ไขมันสีขาว ไขมันสีน้ำตาล


ไขมันใต้ผิวหนังของคนเรานั้นมีสัดส่วนที่ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักของร่างกาย ในเพศชายที่มีน้ำหนักตัวปกตินั้นจะมีไขมันประมาณ 9-18% ของร่างกาย และเพศหญิงที่มีน้ำหนักตัวปกติ จะมีไขมันประมาณ 14-20% ของร่างกาย ด้วยเหตุนี้เพศหญิงส่วนมากมีผิวนุ่มมากกว่าเพศชาย เนื่องจากมีชั้นไขมันหนากว่า นอกจากนี้บุคคลที่มีรูปร่างอ้วนจะมีสัดส่วนของไขมันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หรือเท่ากับ 60-70% ของน้ำหนักตัวเลยทีเดียวไขมันใต้ผิวหนังประกอบด้วย 3 ส่วนคร่าวๆ คือ เซลล์ไขมัน เนื้อเยื่อพังผืด และเส้นเลือด

หน้าที่หลักของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เป็นแหล่งเก็บสะสมพลังงานของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นที่อยู่ของวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค เป็นต้น ช่วยป้องกันความร้อน ความเย็น รักษาอุณหภูมิในร่างกายให้ปกติ ช่วยห่อหุ้มร่างกาย ทำให้คนเรามีรูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้ง และเป็นเหมือเกราะกันกระแทกไม่ให้อวัยวะภายในโดนทำลาย

เซลล์ไขมันของคนเรายังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ เซลล์ไขมันสีขาว และ เซลล์ไขมันสีน้ำตาล แต่ถ้าเรามองด้วยตาเปล่า เราจะเห็นเซลล์ไขมันสีขาวเป็นสีเหลือง เนื่องจากมีการสะสมเบต้าแคโรทีนไว้มาก ส่วนไขมันสีน้ำตาล หากมองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นเป็นสีน้ำตาลเพราะมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเยอะ

ชั้นของไขมันใต้ผิวหนัง สามารถแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นบนสุดเป็นชั้นที่ติดกับผิวหนังด้านบน มีหน้าที่ห่อหุ้มต่อมเหงื่อ และรากขน ชั้นถัดมาเป็นชั้นกลาง ซึ่งผิวหนังบางบริเวณบริเวณของร่างกายจะไม่มีชั้นนี้ เช่น หนังตา ฐานเล็บ สันจมูก มีหน้าที่รองรับแรงกระแทก ส่วนชั้นสุดท้ายเป็นชั้นสร้างรูปร่างจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ และอาหารที่รับประทานเข้าไป ชั้นนี้เป็นชั้นที่มีพังผืด และไขมัน หากชั้นนี้มีการเจริญเติบโตมากจะก่อให้เกิดเซลลูไลท์ หรือผิวเปลือกส้ม



การสะสมของไขมันในเด็กและผู้ใหญ่นั้นแตกต่างกัน สังเกตได้จากในเด็กทารกจะมีไขมันห่อหุ้มเท่ากันทุกส่วนของร่างกาย แต่ในผู้ใหญ่นั้นไขมันจะกระจายตามร่างกายและสะสมเป็นจุดๆ ทำให้เกิดไขมันส่วนเกินเป็นบางส่วนตามแขน ขา สะโพก หน้าท้อง จะเห็นได้ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชั้นไขมันด้วยเช่นกัน ปัจจุบันจึงได้มีวิวัฒนาการในการดูดไขมันบางจุด เช่น ต้นขา หน้าท้อง มาปั่นใหม่เพื่อให้แยกส่วนที่เป็น Fat Stem Cell และผสมกับเซลล์ไขมันปกติ แล้วนำฉีดในบริเวณที่มีริ้วรอย ซึ่งสามารถสร้างคอลาเจน และเส้นเลือดใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอย กระตุ้นให้หน้าใส เติมเต็มริ้วรอยตามร่องแก้ม และหน้าผากได้



ไขมันในร่างกายของคนเราไม่ใช่ว่าจะมีข้อเสียเพียงอย่างเดียว ถ้าหากเราใช้ให้ถูกวิธี ถูกประโยชน์ หรือควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็จะมีประโยชน์ได้เหมือนกัน

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดไขมันขาว HIPPOX ฮิปพอกซ์ อาหารเสริมสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันส่วนเกิน

ติดตามรายละเอียดของ อาหารเสริม คุณภาพได้ที่เวป www.thaimgreen.com


วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การรักษาโรคมะเร็ง มีผลให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันต่ำ สามารถรักษาด้วยโภชนบำบัด


ในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัดหรือการปลูกถ่ายไขกระดูกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบเลือดนั้น ปัญหาและผลข้างเคียงที่ต้องเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การเกิดความเสี่ยงของการติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งเกิดจากการที่ Neutropenia ในร่างกายต่ำมากเกินไป หรือพูดให้เข้าใจมากขึ้นคือผลจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูกทำให้เกิด ภูมิคุ้มกันต่ำ ในร่างกายของผู้ป่วย


ผลเสียของการเกิดภูมิคุ้มกันต่ำ


ในผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งจนเกิดภาวะภูมิคุ้มกันต่ำนั้น ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการอย่างเช่น การติดเชื้อได้ง่าย เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายท้องบ่อย ซึ่งโดยปกติผู้ป่วยโรคมะเร็งจะมีภาวะของการขาดสารอาหารหรือในการทางแพทย์เรียกว่า ภาวะทุพโภชนาการ เป็นปกติอยู่แล้ว เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อจนเกิดอาการท้องเสีย จะยิ่งส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารเพิ่มมากขึ้น ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และในบางรายอาจมีการติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงจนไม่สามารถรักษาด้วยเคมีบำบัดต่อได้ ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องของการรับประทานอาหารมากขึ้นเป็นพิเศษ

จัดการกับอาหารที่ทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย


ในบางครั้งการติดเชื้อของผู้ป่วยอาจเกิดจากอาหารที่ปรุงไม่สุก ดังนั้นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ จึงจำเป็นต้องปรุงอาหารให้สุกและผ่านความร้อนที่เพียงพอรวมทั้งต้องมีความสะอาดในทุกขั้นตอน

เป็นความจริงที่เราอาจไม่เคยรู้ว่า แม้นแต่อาหารที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ยังสามารถตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อ ดังนั้นอาหารสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำต้องผ่านการปรุงโดยใช้อุณหภูมิที่สูงมากเพื่อฆ่าเชื้อโรคและต้องรับประทานอาหารเหล่านั้นทันทีหรือไม่เกิน 3 ชั่วโมง เพราะเชื้อจุลินทรีย์อาจเจริญเติบโตได้อีกครั้ง

หลักการจัดการอาหารสำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ


1. อาหารในกลุ่มผักและผลไม้ - ผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่ควรเป็นผักและผลไม้สด แต่ควร ผ่านความร้อนแล้ว อย่างเช่น ผักและผลไม้กระป๋อง
2. อาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์ - เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่จะรับประทานต้องผ่านความร้อนที่สูง จนมั่นใจว่าเชื้อโรคต่าง ๆ ถูกความร้อนทำลายไปหมดแล้ว - ควรงดเว้นเบคอนและไส้กรอกรมควัน
3. อาหารในกลุ่มเบเกอรี่ - อาหารในกลุ่มนี้สามารถรับประทานได้ แต่ต้องอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิทมิดชิดและทานได้หมดเพียงครั้งเดียว ควรงดคัสตาร์ดและมายองเนส

ข้อควรระวังในการปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ


1. ในการปรุงอาหารสามารถใช้วัตถุปรุงแต่งรสได้ แต่ต้องปรุงให้สุกพร้อมกับอาหาร อย่างใช้พริกไทยหรือกระเทียมโรยหน้าโดยไม่ผ่านการปรุงก่อนการรับประทาน
2. ควรล้างภาชนะสำหรับใส่อาหารให้สะอาดและอาจฆ่าเชื้อด้วยการนำมาลวกด้วยน้ำร้อนก่อนการใช้อีกครั้ง
3. ต้องปรุงอาหารให้สุกทุกครั้งก่อนการรับประทานเสมอ
4. วัตถุดิบในการปรุงอาหารต้องมีคุณภาพไม่เสียง่าย หากเป็นอาหารกระป๋อง ต้องไม่บุบหรือมีสนิม

สิ่งที่เราต้องระมัดระวังอย่างมากที่สุดสำหรับ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ คือการให้ผู้ป่วยได้รับ ประทานอาหารที่ปรุงสุกและปราศจากเชื้อโรค เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และไม่ติดเชื้อจนส่งผลเสียต่อร่างกายได้โดยง่าย...


ATM CELLFOOD  - ThaiMGreen



วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีดูแลผู้ป่วยมะเร็งเมื่อเกิดอาการท้องเสีย

วิธีดูแลผู้ป่วยมะเร็งเมื่อเกิดอาการท้องเสีย


ในการรักษาอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ย่อมเกิดผลข้างเคียงตามมาเสมอ และโดยส่วนใหญ่ผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยมะเร็งมักประสบคือ อาการท้องเสีย


สาเหตุของการเกิดอาการท้องเสียในผู้ป่วยโรคมะเร็ง


โดยปกติแล้วอาการท้องเสียของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการรักษา การทำเคมีบำบัด การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ผลข้างเคียงจากการรับประทานยา การดูดซึมอาหารที่ผิดปกติ หรือผลจากการฉายรังสีทำให้ลำไส้อักเสบ

อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้เสมอในผู้ป่วยที่ทำการรักษาโรคมะเร็ง ถ้าทราบถึงสาเหตุของอาการท้องเสีย แพทย์จะทำการรักษาเป็นรายกรณี เช่น การให้ยา การดูแลเรื่องอาหาร รวมถึงวิถีการใช้ชีวิตปกติของผู้ป่วยที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

วิธีการดูแลผู้ป่วยเมื่อมีอาการท้องเสีย 


1. ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารที่มีกากใยและไฟเบอร์สูง เพื่อหลีกเลี่ยงและลดการถ่ายบ่อย อาหารที่ควรงดได้แก่ อาหารจำพวกของทอด อาหารที่มีไขมันมาก ผักและผลไม้สด ผลไม้แห้ง เครื่องเทศต่าง ๆ และอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส

2. ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้มาก เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป อย่างเช่น น้ำเปล่า น้ำที่ผสมเกลือแร่ น้ำองุ่น หรือน้ำซุป

3. หากผู้ป่วยท้องเสียมาก มีไข้ ซึม พูดไม่รู้เรื่อง และเพ้อ ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

ยาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการท้องเสีย 


1. Cholestyramine มีสรรพคุณช่วยดูดซับน้ำดีและพิษที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการท้องเสียที่เกิดจากน้ำดีเป็นพิษได้

2. Kaolin pectin และ Activated charcoal มีสรรพคุณในการดูดซับพิษต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดอาการท้องเสีย

3. Bismuth subsalicylate มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการท้องเสียในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียไม่รุนแรงมากนัก หากผู้ป่วยต้องเดินทาง การรับประทานยานี้จะช่วยป้องการเกิดอาการท้องเสียได้

4. ยาที่มีผลทำให้อุจจาระเป็นก้อน ยาประเภทนี้มีสรรพคุณในการเพิ่มกากใยและเพิ่มปริมาณอุจจาระให้มากขึ้น

5. ผงน้ำตาลเกลือแร่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ที่ใช้ได้สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำเกลือผสมกลูโคส ให้ใช้ทุกครั้งที่เกิดอาการท้องเสีย เพื่อทดแทนเกลือแร่และน้ำที่สูญเสียไปในขณะท้องเสีย

6. ยาประเภทฝิ่น ได้แก่ Diphenoxylate, Loperamide ยาประเภทนี้ช่วยเพิ่มความตึงของกล้ามเนื้อและลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ในระบบทางเดินอาหาร ข้อเสียของยาประเภทนี้ เป็นยาที่ทำให้ง่วงซึมและไม่ควรใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่เกิดอาการท้องเสียจากการติดเชื้อเป็นอันขาด การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีอาการท้องเสียนั้น สิ่งหนึ่งที่เราควรระมัดระวังคือลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เพราะในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงและวิธีการเบื้องต้นที่กล่าวมาอาจไม่สามารถช่วยทุเลาลงได้ หากเป็นเช่นนั้นควรนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาต่อไป...


ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม CELLFOOD อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
http://www.thaimgreen.com/


วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อนุมูลอิสระ คืออะไร?





อนุมูลอิสระ คืออะไร?
อนุมูลอิสระ คือ อะตอมของออกซิเจนที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เป็นสาเหตุสำคัญของโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมและโรคเรื้อรัง การแก่ชรา ทำให้เซลล์ที่เกิดใหม่ผิดปกติ รวมถึงการที่ดีเอ็นเอในเซลล์ถูกทำลาย
อนุมูลอิสระ เป็นออกซิเจนที่อยู่ในสภาวะที่ไม่เสถียรเนื่องจากมีจำนวนอิเลคตรอนขาดไป 1 ตัว และมีประจุเป็นบวก (O+)   (อะตอมปกติของออกซิเจน ประกอบด้วย อิเลคตรอนและโปรตรอน อย่างละ 8 ตัวเท่าๆกัน  อยู่ในสภาวะเสถียรและมีประจุเป็นกลาง)  อะตอมที่ไม่เสถียรนี้จะไปดึงอิเลคตรอนจากอะตอมออกซิเจนปกติ ทำให้ อะตอมออกซิเจนปกติกลายเป็นอนุมูลอิสระ เกิดขึ้นเช่นนี้เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่รวดเร็วมากในร่างกายเรา ทำให้ผนังเซลล์เสียหาย ตลอดจนดีเอ็นเอถูกทำลาย
อนุมูลอิสระ เกิดจากอะไร?
เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายได้ อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นตลอดเวลาตราบเท่าที่เราหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างพลังงานในการดำรงชีวิต ก็จะเกิดอนุมูลอิสระขึ้นเป็นผลพลอยได้  นอกจากนี้อนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าปกติ จาก อารมณ์ความเครียด การสูบบุหรี่ มลภาวะ การรับประทานอาหารบางประเภท อาทิ อาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม อาหารทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำๆ หรือ อาหารที่ผ่านกระบวนการบางอย่าง  นอกจากนั้น ยา รังสี แสงแดด แม้กระทั่งการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน  ล้วนเป็นการเพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายเป็นจำนวนมาก
อนุมูลอิสระกับการเกิดโรค
โดยปกติร่างกายเราจะมีกลไกตามธรรมชาติในการกำจัดอนุมูลอิสระ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นหรือเมื่อเรามีปริมาณอนุมูลอิสระมากจนเกินกว่ากลไกตามธรรมชาติจะจัดการได้ จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า ออกซิเดทีฟสเตรส  (OXIDATIVE STRESS) ซึ่งนำไปสู่การแก่ชราและเป็นสาเหตุสำคัญของการเป็นโรคเรื้อรัง และโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมต่างๆ อาทิ มะเร็ง  โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคที่เกี่ยวกับประสาทส่วนกลาง อัมพาต อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคข้อ โรคที่เกี่ยวกับการอักเสบ เบาหวาน ตาต้อ และ กระจกตาเสื่อม เป็นต้น

ออกซิเจนกับสุขภาพกายและใจ
ดร. ออตโต วอร์บูร์ก (DR. OTTO WARBURG) นักชีวเคมีที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1931 ชี้ให้เห็นว่า เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนสูง การขาดการออกซิเดชั่น  (OXIDATION หรือการให้ออกซิเจนแก่เซลล์) และเกิดการหมัก (FERMENTATION) ขึ้นแทนที่การสร้างพลังงานของเซลล์ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง ดร. วอร์บูร์ก กล่าวว่า สาเหตุหลักของโรคมะเร็ง  คือ การที่ระบบหายใจตามปกติของเซลล์ที่ใช้ออกซิเจน  ถูกแทนที่ด้วยการหายใจของเซลล์แบบไม่ต้องใช้ออกซิเจน   การค้นพบของดร. วอร์บูร์ก เป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจยิ่ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของออกซิเจนที่มีต่อชีวิต
เราใช้ออกซิเจนช่วยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว และยังใช้ในการแก้ปัญหาด้านการแพทย์บางอย่างด้วย อาทิ การติดเชื้อทางกระดูก การฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผล เป็นต้น บทบาทสำคัญของออกซิเจนต่อร่างกายมีอีกประการหนึ่งก็คือ การป้องกันและปกป้องร่างกายจากแบคทีเรียที่อันตรายและจุลินทรีย์ต่างๆที่ก่อให้เกิดโรค        
ออกซิเจนจากการหายใจเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซับโดยฮีโมโกลบิน (HEMOGLOBIN) ในเม็ดเลือดแล้วจึงส่งต่อไปให้กับทุกเซลล์ในร่างกาย ภาวะสมดุลของเซลล์ขึ้นอยู่กับการมีปริมาณออกซิเจนในเลือดที่เพียงพอ อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของเราอยู่ได้ด้วยการขับเคลื่อนโดยปริมาณออกซิเจนนี้เอง    
ออกซิเจนกับสุขภาพผิวและความอ่อนเยาว์
ออกซิเจนช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้เกิดชั้นผิวหนังที่แข็งแรง ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี โดยออกซิเจนจะถูกนำพามาถึงชั้นผิวหนังทางเส้นเลือดใต้ชั้นผิวหนัง แต่พออายุเพิ่มขึ้น เส้นเลือดเล็กๆ เริ่มมีการเสื่อมสภาพทำให้การนำพาออกซิเจนมาสู่ผิวน้อยลง โดยปกติ ร่างกายจะมีการสร้างเซลล์ผิวใหม่ทุกๆ 28 วัน แต่ถ้าระดับของออกซิเจนและสารอาหารในร่างกายมีไม่เพียงพอ กระบวนการสร้างสร้างเซลล์ใหม่ก็จะชลอช้าลง เซลล์ผิวที่เกิดใหม่ก็จะมีสุขภาพเสื่อมลง คอลลาเจน และอีลาสตินในผิวลดลง ส่งผลให้ผิวพรรณดูแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น ผิวร่วงโรยขาดความยืดหยุ่นตึงกระชับ ไม่มีน้ำมีนวล
เมื่อเซลล์ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
ออกซิเจนให้ชีวิตและพลังงานแก่ทุกเซลล์ที่มีชีวิต  แต่หากเรามีนิสัยการกินไม่ดี  ดื่มจัด สูบบุหรี่ ถูกมลพิษและสารพิษ เสพย์ยา หรือการขาดการออกกำลังกาย  เซลล์ต่างๆก็จะถูกกันไม่ให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและระบบภูมิคุ้มกันก็อาจลดน้อยลงด้วย  การมีออกซิเจนอยู่ในระดับต่ำจะส่งผลเสียต่อการเผาผลาญอาหารของร่างกาย และกระทั่งอาจก่อให้เกิดการผลิตสารเคมีที่เป็นพิษ และ/หรือทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆมากมาย    นอกจากนี้  ปริมาณออกซิเจนในร่างกายอาจลดลงได้อย่างมาก  หากต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆต่อไปนี้
·      ความเครียดจากสารพิษ  อันได้แก่สารเคมีที่เป็นพิษและมลพิษทางอากาศซึ่งกำลังแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตอุตสาหกรรม ทั้งนี้ยังรวมถึงการใช้สารปฏิชีวนะที่มีเพิ่มมากขึ้น และแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ หรือการดื่มจัด
·      ความตึงเครียดทางอารมณ์ ทำให้เกิดการหลั่งอะดรีนาลิน และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับอะดรีนาลิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น
·      ภาวะบาดเจ็บทางกาย ทำให้การหมุนเวียนและหล่อเลี้ยงออกซิเจนไปตามเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายลดน้อยลง
·      การติดเชื้อต่างๆ ร่างกายต้องต่อสู้กับแบคทีเรีย เชื้อรา และ ไวรัสต่างๆ การใช้ยาเป็นประจำจะทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆลดน้อยลงด้วย    
            ดร. สตีเฟน เลอแวง (DR. STEPHEN LEVIN) นักชีววิทยาโมเลกุลและนักวิจัยทางโภชนาการกล่าวว่า เราอาจมองได้ว่า การขาดออกซิเจนคือ สาเหตุหลักเพียงประการเดียวของการเกิดโรคทุกโรค สมมุติฐานพื้นฐานของเขาระบุว่า การขาดออกซิเจนมักเป็นภาวะที่เกิดขึ้นร่วมกับภาวะโรคต่างๆทุกชนิด ดังนั้น ภาวะการขาดออกซิเจนในเลือดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะนำไปสู่การสูญเสียระบบภูมิต้านทานโรคและเป็นที่มาของปัญหาสุขภาพที่น่ากลัวต่างๆ เช่น มะเร็ง ลูคิเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือด) เอดส์ โรคลมชัก สมองเสื่อมและโรคจากเชื้อราแคนดิดา
            ในสภาพแวดล้อมปกติ เซลล์จะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้โดยที่การเจริญเติบโตของมันไม่หยุดชะงักและยังคงความสามารถในการผลิตเซลล์ใหม่ๆได้ต่อไป แต่ในสภาวะที่มีออกซิเจนอยู่ในระดับต่ำย่อมส่งผลต่อกระบวนการออกซิเดชั่นให้ถูกจำกัดให้อยู่ในระดับต่ำด้วย  การขาดออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการถูกปนเปื้อนของเซลล์  ออกซิเจนเป็นตัวทำลายสภาพพิษต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อใดที่พร่องไปพิษต่างๆก็จะเริ่มทำลายกลไกการทำงานของร่างกายและทำให้พลังงานของร่างกายลดน้อยลงด้วยอาการขาดออกซิเจน   
อาการเริ่มแรกของการขาดออกซิเจนอาจรวมถึงภาวะความอ่อนแอโดยทั่วไป ความอ่อนล้า ปัญหาการไหลเวียน ระบบย่อยอาหารไม่ดี ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  วิงเวียน  ตึงเครียด ความจำเสื่อม ไร้เหตุผล โกรธง่าย มีกรดในกระเพาะ และโรคแทรกซ้อนทางหลอดลม เมื่อระบบภูมิคุ้มกันโรคต้องเผชิญกับปัญหาการขาดออกซิเจน ร่างกายก็จะมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หวัด และไข้ต่างๆ ได้เร็วขึ้น ดังที่ ดร. ออตโต วาร์บูร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติได้ย้ำว่า มะเร็งและอาการติดเชื้อหรือภาวะโรคต่างๆไม่สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยออกซิเจน
            เนื่องจากร่างกายของเรามิได้ถูกสร้างมาเพื่อการใช้ออกซิเจนในระดับต่ำ ดังนั้นการอยู่อาศัยในสังคมเมืองที่แออัด ระดับออกซิเจนจะมีอยู่ต่ำกว่าปกติมาก สารพิษที่เป็นอันตรายต่างๆจึงสะสมคั่งค้างอยู่ในเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆและในกระแสเลือด 

การใช้ ผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนและสารอาหารคุณภาพสูง ATM CELLFOOD จึงเป็นการเติมเต็มให้ร่างกายได้รับออกซิเจน พร้อมๆกับแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นอย่างเต็มที่ในทันที  เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งและโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมและโรคเรื้อรังต่างๆ ขับสารพิษ ให้พลังงาน เสริมภูมิต้านทาน  ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ สร้างสมาธิและสมดุลของอารมณ์ รวมทั้งช่วยลดภาวะความเสื่อมของผิว ทำให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวา เรียบเนียนเปล่งปลั่งและสดใส กลับมาเป็นผิววัยเยาว์อีกครั้ง  


แนซเซนท์ออกซิเจน






1. แนซเซนท์ออกซิเจน (O-)
           

แนซเซนท์ออกซิเจน (NASCENT OXYGEN)   คืออะไร ?

แนซเซนท์ออกซิเจน (O-) คือ อะตอมของออกซิเจนที่เกิดขึ้นใหม่ภายในร่างกาย ซึ่งเกิดจาก เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ (WATER SPLITTING TECHNOLOGY) ที่มีอยู่ใน ผลิตภัณฑ์เสริม ATM CELLFOOD ผลงานการค้นคว้าที่ใช้เวลายาวนานกว่า 42 ปี ของ ดร. เอเวอร์เร็ต แอล สตอเรย์   (DR. EVERETT L. STOREY) นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะชาวอเมริกัน ผู้คิดค้นกลไกการจุดระเบิดปรมาณูสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  
แนซเซนท์ออกซิเจน  (O-) มีคุณประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ANTIOXIDANT) ที่มีความพิเศษอย่างโดดเด่นคือ สามารถลดปริมาณอนุมูลอิสระในร่างกายลงได้พร้อมๆกับเพิ่มปริมาณออกซิเจนบริสุทธิ์ในระดับเซลล์   ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังและโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม อาทิ มะเร็งและเบาหวาน ช่วยเสริมระบบภูมิต้านทานและคงความอ่อนเยาว์
แนซเซนท์ออกซิเจน ทำงานอย่างไร ? เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ (WATER SPLITTING TECHNOLOGY) ที่มีอยู่ใน ผลิตภัณฑ์เสริม ATM CELLFOOD จะทำการแยกโมเลกุลของน้ำ (ซึ่งประกอบด้วย ออกซิเจน 1 อะตอม + ไฮโดรเจน 2 อะตอม) ในร่างกายออกเป็น แนซเซนท์ออกซิเจน (O-)  และแนซเซนท์ไฮโดรเจน (H+)   แนซเซนท์ออกซิเจนซึ่งมีประจุลบ (O-) นี้ เมื่อเกิดขึ้นในร่างกายก็จะเข้า จับกับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นออกซิเจนที่มีประจุบวก  (O+) แล้วรวมตัวกันเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจน  (O2) ในระดับเซลล์
ปริมาณออกซิเจนบริสุทธิ์(O2) ที่เกิดขึ้นในร่างกายจากเทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ ของแต่ละบุคคลในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย (BOD : BIOLOGICAL OXYGEN DEMAND) ดังนั้น จึงไม่เกิดปัญหาจากการมีปริมาณออกซิเจนในร่างกายเกินความต้องการ
เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำนี้เป็นสูตรลับมีเฉพาะใน ผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนและสารอาหารคุณภาพสูง ซึ่งมีความปลอดภัย 100% ไม่มีผลข้างเคียง หรือสารตกค้างใดๆแม้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งออกจำหน่ายจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปทั่วโลกกว่า 80 ประเทศเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี






*คาตาบอลิซึม เป็นการแยกตัวของโมเลกุลขนาดใหญ่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กลงซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานเคมีที่เก็บไว้ในรูปของ อดีโนซีน ไตรฟอสเฟต และความร้อน
*อนาบอลิซึม เป็นการเสริมสร้างหรือการสังเคราะห์ (การรวมตัว) ของโมเลกุลขนาดใหญ่จากโมเลกุลขนาดเล็ก พลังงานที่เก็บสะสมในรูปของอดีโนซีน ไตรฟอสเฟตจะถูกใช้ในระหว่างอนาบอลิซึม