วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อนุมูลอิสระ คืออะไร?





อนุมูลอิสระ คืออะไร?
อนุมูลอิสระ คือ อะตอมของออกซิเจนที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เป็นสาเหตุสำคัญของโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมและโรคเรื้อรัง การแก่ชรา ทำให้เซลล์ที่เกิดใหม่ผิดปกติ รวมถึงการที่ดีเอ็นเอในเซลล์ถูกทำลาย
อนุมูลอิสระ เป็นออกซิเจนที่อยู่ในสภาวะที่ไม่เสถียรเนื่องจากมีจำนวนอิเลคตรอนขาดไป 1 ตัว และมีประจุเป็นบวก (O+)   (อะตอมปกติของออกซิเจน ประกอบด้วย อิเลคตรอนและโปรตรอน อย่างละ 8 ตัวเท่าๆกัน  อยู่ในสภาวะเสถียรและมีประจุเป็นกลาง)  อะตอมที่ไม่เสถียรนี้จะไปดึงอิเลคตรอนจากอะตอมออกซิเจนปกติ ทำให้ อะตอมออกซิเจนปกติกลายเป็นอนุมูลอิสระ เกิดขึ้นเช่นนี้เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่รวดเร็วมากในร่างกายเรา ทำให้ผนังเซลล์เสียหาย ตลอดจนดีเอ็นเอถูกทำลาย
อนุมูลอิสระ เกิดจากอะไร?
เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายได้ อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นตลอดเวลาตราบเท่าที่เราหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างพลังงานในการดำรงชีวิต ก็จะเกิดอนุมูลอิสระขึ้นเป็นผลพลอยได้  นอกจากนี้อนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าปกติ จาก อารมณ์ความเครียด การสูบบุหรี่ มลภาวะ การรับประทานอาหารบางประเภท อาทิ อาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม อาหารทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำๆ หรือ อาหารที่ผ่านกระบวนการบางอย่าง  นอกจากนั้น ยา รังสี แสงแดด แม้กระทั่งการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน  ล้วนเป็นการเพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายเป็นจำนวนมาก
อนุมูลอิสระกับการเกิดโรค
โดยปกติร่างกายเราจะมีกลไกตามธรรมชาติในการกำจัดอนุมูลอิสระ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นหรือเมื่อเรามีปริมาณอนุมูลอิสระมากจนเกินกว่ากลไกตามธรรมชาติจะจัดการได้ จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า ออกซิเดทีฟสเตรส  (OXIDATIVE STRESS) ซึ่งนำไปสู่การแก่ชราและเป็นสาเหตุสำคัญของการเป็นโรคเรื้อรัง และโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมต่างๆ อาทิ มะเร็ง  โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคที่เกี่ยวกับประสาทส่วนกลาง อัมพาต อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคข้อ โรคที่เกี่ยวกับการอักเสบ เบาหวาน ตาต้อ และ กระจกตาเสื่อม เป็นต้น

ออกซิเจนกับสุขภาพกายและใจ
ดร. ออตโต วอร์บูร์ก (DR. OTTO WARBURG) นักชีวเคมีที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1931 ชี้ให้เห็นว่า เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนสูง การขาดการออกซิเดชั่น  (OXIDATION หรือการให้ออกซิเจนแก่เซลล์) และเกิดการหมัก (FERMENTATION) ขึ้นแทนที่การสร้างพลังงานของเซลล์ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง ดร. วอร์บูร์ก กล่าวว่า สาเหตุหลักของโรคมะเร็ง  คือ การที่ระบบหายใจตามปกติของเซลล์ที่ใช้ออกซิเจน  ถูกแทนที่ด้วยการหายใจของเซลล์แบบไม่ต้องใช้ออกซิเจน   การค้นพบของดร. วอร์บูร์ก เป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจยิ่ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของออกซิเจนที่มีต่อชีวิต
เราใช้ออกซิเจนช่วยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว และยังใช้ในการแก้ปัญหาด้านการแพทย์บางอย่างด้วย อาทิ การติดเชื้อทางกระดูก การฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผล เป็นต้น บทบาทสำคัญของออกซิเจนต่อร่างกายมีอีกประการหนึ่งก็คือ การป้องกันและปกป้องร่างกายจากแบคทีเรียที่อันตรายและจุลินทรีย์ต่างๆที่ก่อให้เกิดโรค        
ออกซิเจนจากการหายใจเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซับโดยฮีโมโกลบิน (HEMOGLOBIN) ในเม็ดเลือดแล้วจึงส่งต่อไปให้กับทุกเซลล์ในร่างกาย ภาวะสมดุลของเซลล์ขึ้นอยู่กับการมีปริมาณออกซิเจนในเลือดที่เพียงพอ อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของเราอยู่ได้ด้วยการขับเคลื่อนโดยปริมาณออกซิเจนนี้เอง    
ออกซิเจนกับสุขภาพผิวและความอ่อนเยาว์
ออกซิเจนช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้เกิดชั้นผิวหนังที่แข็งแรง ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี โดยออกซิเจนจะถูกนำพามาถึงชั้นผิวหนังทางเส้นเลือดใต้ชั้นผิวหนัง แต่พออายุเพิ่มขึ้น เส้นเลือดเล็กๆ เริ่มมีการเสื่อมสภาพทำให้การนำพาออกซิเจนมาสู่ผิวน้อยลง โดยปกติ ร่างกายจะมีการสร้างเซลล์ผิวใหม่ทุกๆ 28 วัน แต่ถ้าระดับของออกซิเจนและสารอาหารในร่างกายมีไม่เพียงพอ กระบวนการสร้างสร้างเซลล์ใหม่ก็จะชลอช้าลง เซลล์ผิวที่เกิดใหม่ก็จะมีสุขภาพเสื่อมลง คอลลาเจน และอีลาสตินในผิวลดลง ส่งผลให้ผิวพรรณดูแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น ผิวร่วงโรยขาดความยืดหยุ่นตึงกระชับ ไม่มีน้ำมีนวล
เมื่อเซลล์ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
ออกซิเจนให้ชีวิตและพลังงานแก่ทุกเซลล์ที่มีชีวิต  แต่หากเรามีนิสัยการกินไม่ดี  ดื่มจัด สูบบุหรี่ ถูกมลพิษและสารพิษ เสพย์ยา หรือการขาดการออกกำลังกาย  เซลล์ต่างๆก็จะถูกกันไม่ให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและระบบภูมิคุ้มกันก็อาจลดน้อยลงด้วย  การมีออกซิเจนอยู่ในระดับต่ำจะส่งผลเสียต่อการเผาผลาญอาหารของร่างกาย และกระทั่งอาจก่อให้เกิดการผลิตสารเคมีที่เป็นพิษ และ/หรือทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆมากมาย    นอกจากนี้  ปริมาณออกซิเจนในร่างกายอาจลดลงได้อย่างมาก  หากต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆต่อไปนี้
·      ความเครียดจากสารพิษ  อันได้แก่สารเคมีที่เป็นพิษและมลพิษทางอากาศซึ่งกำลังแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตอุตสาหกรรม ทั้งนี้ยังรวมถึงการใช้สารปฏิชีวนะที่มีเพิ่มมากขึ้น และแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ หรือการดื่มจัด
·      ความตึงเครียดทางอารมณ์ ทำให้เกิดการหลั่งอะดรีนาลิน และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับอะดรีนาลิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น
·      ภาวะบาดเจ็บทางกาย ทำให้การหมุนเวียนและหล่อเลี้ยงออกซิเจนไปตามเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายลดน้อยลง
·      การติดเชื้อต่างๆ ร่างกายต้องต่อสู้กับแบคทีเรีย เชื้อรา และ ไวรัสต่างๆ การใช้ยาเป็นประจำจะทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆลดน้อยลงด้วย    
            ดร. สตีเฟน เลอแวง (DR. STEPHEN LEVIN) นักชีววิทยาโมเลกุลและนักวิจัยทางโภชนาการกล่าวว่า เราอาจมองได้ว่า การขาดออกซิเจนคือ สาเหตุหลักเพียงประการเดียวของการเกิดโรคทุกโรค สมมุติฐานพื้นฐานของเขาระบุว่า การขาดออกซิเจนมักเป็นภาวะที่เกิดขึ้นร่วมกับภาวะโรคต่างๆทุกชนิด ดังนั้น ภาวะการขาดออกซิเจนในเลือดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะนำไปสู่การสูญเสียระบบภูมิต้านทานโรคและเป็นที่มาของปัญหาสุขภาพที่น่ากลัวต่างๆ เช่น มะเร็ง ลูคิเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือด) เอดส์ โรคลมชัก สมองเสื่อมและโรคจากเชื้อราแคนดิดา
            ในสภาพแวดล้อมปกติ เซลล์จะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้โดยที่การเจริญเติบโตของมันไม่หยุดชะงักและยังคงความสามารถในการผลิตเซลล์ใหม่ๆได้ต่อไป แต่ในสภาวะที่มีออกซิเจนอยู่ในระดับต่ำย่อมส่งผลต่อกระบวนการออกซิเดชั่นให้ถูกจำกัดให้อยู่ในระดับต่ำด้วย  การขาดออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการถูกปนเปื้อนของเซลล์  ออกซิเจนเป็นตัวทำลายสภาพพิษต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อใดที่พร่องไปพิษต่างๆก็จะเริ่มทำลายกลไกการทำงานของร่างกายและทำให้พลังงานของร่างกายลดน้อยลงด้วยอาการขาดออกซิเจน   
อาการเริ่มแรกของการขาดออกซิเจนอาจรวมถึงภาวะความอ่อนแอโดยทั่วไป ความอ่อนล้า ปัญหาการไหลเวียน ระบบย่อยอาหารไม่ดี ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  วิงเวียน  ตึงเครียด ความจำเสื่อม ไร้เหตุผล โกรธง่าย มีกรดในกระเพาะ และโรคแทรกซ้อนทางหลอดลม เมื่อระบบภูมิคุ้มกันโรคต้องเผชิญกับปัญหาการขาดออกซิเจน ร่างกายก็จะมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หวัด และไข้ต่างๆ ได้เร็วขึ้น ดังที่ ดร. ออตโต วาร์บูร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติได้ย้ำว่า มะเร็งและอาการติดเชื้อหรือภาวะโรคต่างๆไม่สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยออกซิเจน
            เนื่องจากร่างกายของเรามิได้ถูกสร้างมาเพื่อการใช้ออกซิเจนในระดับต่ำ ดังนั้นการอยู่อาศัยในสังคมเมืองที่แออัด ระดับออกซิเจนจะมีอยู่ต่ำกว่าปกติมาก สารพิษที่เป็นอันตรายต่างๆจึงสะสมคั่งค้างอยู่ในเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆและในกระแสเลือด 

การใช้ ผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนและสารอาหารคุณภาพสูง ATM CELLFOOD จึงเป็นการเติมเต็มให้ร่างกายได้รับออกซิเจน พร้อมๆกับแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นอย่างเต็มที่ในทันที  เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งและโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมและโรคเรื้อรังต่างๆ ขับสารพิษ ให้พลังงาน เสริมภูมิต้านทาน  ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ สร้างสมาธิและสมดุลของอารมณ์ รวมทั้งช่วยลดภาวะความเสื่อมของผิว ทำให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวา เรียบเนียนเปล่งปลั่งและสดใส กลับมาเป็นผิววัยเยาว์อีกครั้ง  


แนซเซนท์ออกซิเจน






1. แนซเซนท์ออกซิเจน (O-)
           

แนซเซนท์ออกซิเจน (NASCENT OXYGEN)   คืออะไร ?

แนซเซนท์ออกซิเจน (O-) คือ อะตอมของออกซิเจนที่เกิดขึ้นใหม่ภายในร่างกาย ซึ่งเกิดจาก เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ (WATER SPLITTING TECHNOLOGY) ที่มีอยู่ใน ผลิตภัณฑ์เสริม ATM CELLFOOD ผลงานการค้นคว้าที่ใช้เวลายาวนานกว่า 42 ปี ของ ดร. เอเวอร์เร็ต แอล สตอเรย์   (DR. EVERETT L. STOREY) นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะชาวอเมริกัน ผู้คิดค้นกลไกการจุดระเบิดปรมาณูสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  
แนซเซนท์ออกซิเจน  (O-) มีคุณประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ANTIOXIDANT) ที่มีความพิเศษอย่างโดดเด่นคือ สามารถลดปริมาณอนุมูลอิสระในร่างกายลงได้พร้อมๆกับเพิ่มปริมาณออกซิเจนบริสุทธิ์ในระดับเซลล์   ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังและโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม อาทิ มะเร็งและเบาหวาน ช่วยเสริมระบบภูมิต้านทานและคงความอ่อนเยาว์
แนซเซนท์ออกซิเจน ทำงานอย่างไร ? เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ (WATER SPLITTING TECHNOLOGY) ที่มีอยู่ใน ผลิตภัณฑ์เสริม ATM CELLFOOD จะทำการแยกโมเลกุลของน้ำ (ซึ่งประกอบด้วย ออกซิเจน 1 อะตอม + ไฮโดรเจน 2 อะตอม) ในร่างกายออกเป็น แนซเซนท์ออกซิเจน (O-)  และแนซเซนท์ไฮโดรเจน (H+)   แนซเซนท์ออกซิเจนซึ่งมีประจุลบ (O-) นี้ เมื่อเกิดขึ้นในร่างกายก็จะเข้า จับกับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นออกซิเจนที่มีประจุบวก  (O+) แล้วรวมตัวกันเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจน  (O2) ในระดับเซลล์
ปริมาณออกซิเจนบริสุทธิ์(O2) ที่เกิดขึ้นในร่างกายจากเทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ ของแต่ละบุคคลในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย (BOD : BIOLOGICAL OXYGEN DEMAND) ดังนั้น จึงไม่เกิดปัญหาจากการมีปริมาณออกซิเจนในร่างกายเกินความต้องการ
เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำนี้เป็นสูตรลับมีเฉพาะใน ผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนและสารอาหารคุณภาพสูง ซึ่งมีความปลอดภัย 100% ไม่มีผลข้างเคียง หรือสารตกค้างใดๆแม้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งออกจำหน่ายจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปทั่วโลกกว่า 80 ประเทศเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี






*คาตาบอลิซึม เป็นการแยกตัวของโมเลกุลขนาดใหญ่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กลงซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานเคมีที่เก็บไว้ในรูปของ อดีโนซีน ไตรฟอสเฟต และความร้อน
*อนาบอลิซึม เป็นการเสริมสร้างหรือการสังเคราะห์ (การรวมตัว) ของโมเลกุลขนาดใหญ่จากโมเลกุลขนาดเล็ก พลังงานที่เก็บสะสมในรูปของอดีโนซีน ไตรฟอสเฟตจะถูกใช้ในระหว่างอนาบอลิซึม